การเพาะปลูกและดูแลรักษา

การเพาะปลูก ดูแลรักษาและการขยายพันธุ์

 

             

การเพาะปลูก

             ดิน  ที่เหมาะในการใช้ปลูกบัวคือ ดินเหนียว ดินท้องร่องที่มีธาตุโปแตสเซียมสูง  ไม่ควรใช้ดินที่มีซากอินทรีย์วัตถุที่ยังย่อยสลายไม่หมดเพราะจะทำให้น้ำเสียและอาจทำให้ต้นเน่าได้

              น้ำ  ต้องเป็นน้ำที่สะอาด  ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5.5-8.0  อุณหภูมิควรอยู่ระหว่าง 15-35 องศาเซลเซียส ไม่ควรเกิน 50 องศาเซลเซียส  ระดับความลึกของน้ำที่บัวต้องการแบ่งเป็น 3 ระดับ  คือ

  1. น้ำตื้น  คือบัวที่ต้องการน้ำลึกระหว่าง 15-30 ซม.  มีผิวหน้าของน้ำในการแผ่กระจายของใบประมาณ 50X50 ซม.
  2. น้ำลึกปานกลาง  คือบัวที่ต้องการความลึกระหว่าง 30-60 ซม.  มีผิวหน้าของน้ำในการแผ่กระจายของใบประมาณ 1X1 เมตร
  3. น้ำลึกมาก  คือบัวที่ต้องการความลึกของน้ำอยู่ระหว่าง 60-120 ซม

ระดับน้ำที่เหมาะสมกับความต้องการของบัวสังเกตุได้จาก  ก้านดอกจะส่งดอกตั้งตรงในแนวดิ่ง  ก้านใบไม่ควรแผ่กว้างกว่า 45 องศา

              แสงแดด  บัวเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด  จึงควรให้บัวได้รับแสงแดดเต็มที่วันละ 4 ซม. เป็นอย่างน้อย  ถ้าปลูกบัวในที่ร่มเกินไปบัวจะออกดอกน้อยหรือไม่ออกดอกเลย

              การให้ปุ๋ย  เมื่อเห็นว่าบัวที่ปลูกชะงักการเจริญเติบโต  ใบเล็กลงกว่าปกติ  ใบด้านขาดความมัน เหลือง แก่เร็วขึ้น  แสดงว่าบัวขาดธาตุอาหารหรือปุ๋ย  วิธีการให้ปุ๋ยบัวจะแตกต่างกับการให้ปุ๋ยพืชชนิดอื่นคือ   ต้องทำปุ๋ย “ลูกกลอน”  โดยนำปุ๋ยสูตรเสมอ 10-10-10 หรือ 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนชา ห่อด้วยดินเหนียวแล้วปั้นเป็นลูกกลอนผึ่งลมให้แห้ง  ถ้าปลูกบัวไม่มากอาจใช้กระดาษหนังสือพิมพ์แทนดินเหนียว  ห่อ 2-3 ชั้น  นำปุ๋ยลูกกลอนที่ทำไว้ฝังห่างจากโคนต้นประมาณ 5-8 ซม.  สำหร้บบัวเผื่อน บัวสาย และจงกลณีที่มีการเจริญเติบโตในทางดิ่งให้ฝังด้านใดก็ได้  แต่สำหรับบัวหลาง บัวฝรั่ง และอุบลชาติ  ซึ่งมีการเจริญเติบโตในแนวนอนให้ฝังด้านหน้าแนวการเจริญเติบโตของเหง้าหรือไหล

 

การดูแลรักษา

             โรคและแมลงศัตรู

  • โรคใบจุด  เกิดจากเชื้อรา  ระบาดมากในช่วงฤดูฝนซึ่งสภาพอากาศมีความชื้นสูง  มักเกิดบนใบบัวที่แก่  อาการของโรคจะเป็นแผลหรือจุดวงกลมสีเหลือง  เมื่อแผลขยายกว้างจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล   ตรงกลางแผลแห้ง  ป้องกันและแก้ไขโดยเด็ดใบที่แก่หรือเป็นโรคทิ้ง
  • โรคเน่า  มักเกิดกับบัวกลุ่มอุบลชาติและบัวกระด้ง  สาเหตุเกิดจากดินที่ใช้ปลูกมีมูลสัตว์ที่ยังเน่าเปื่อยไม่หมด  ทำให้หัว เหง้า หรือโคนต้นเละ  ต้นแคระแกนและตาย  เมื่อเห็นว่าต้นแสดงอาการควรรีบนำต้นขึ้นมาตัดส่วนที่เน่าทิ้ง  เปลี่ยนดินปลูกใหม่  หรือเก็บต้นและดินบริเวณที่เป็นโรคทำลายทิ้งเสีย
  • เพลี้ยไฟ  มักเกิดกับบัวที่ยังอ่อนอยู่  ทำให้ใบหงิกไม่คลี่  ด้านหลังใบจะมีรอยช้ำเป็นสีชมพูเรื่อๆ  ต่อมาจะแห้งและดำ  ถ้าเข้าทำลายดอกและก้านดอกจะทำให้ดอกที่ตูมอยู่เหี่ยวและแห้งเป็นสีดำ   ก้านดอกแห้งเป็นสีน้ำตาลและหักง่าย
  • เพลี้ยอ่อน  จะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนก้านดอก  ก้านใบ  และใบอ่อนที่โผล่เหนือน้ำ  ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลดำ  ทำให้ดอกตูมและใบมีขนาดเล็ก  สีเหลืองซีดและแห้งตาย
  • หนอน  ได้แก่  หนอนชอนใบ , หนอนกระทู้ , หนอนผีเสื้อ , หนอนกอ  จะดูดน้ำเลี้ยงและกัดกินใบบัว  หนอนและแมลงที่กล่าวมาสามารถกำจัดและควบคุมได้โดยใช้  โมโนโครโตฟอส (Monocrotophos) ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า อะโซดริน60 (Azodrin60)  มาลาไธออน (Malathion) ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า มาลาเฟซ (Malafez)  โดยใช้ในอัตรา 1 ซีซี. ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ สัปดาห์จนกว่าหนอนและแมลงศัตรูจะหมด
  • หอย  จะเป็นตัวบอกว่าน้ำในบ่อดีหรือเสีย  ถ้าน้ำเสียออกซิเจนในน้ำมีไม่เพียงพอหอยจะลอยตัวหรือเกาะอยู่ตามขอบบ่อเพื่อหาออกซิเจนหายใจ  ถ้าเป็นเช่นนี้ให้รีบเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อปลูก  แต่ถ้าในบ่อมีหอยมากเกินไปหอยจะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนหรือทำให้ก้านใบขาดได้  จึงควรกำจัดออกบ้างโดยการเก็บออก  หรือถ้าปลูกในบ่อที่มีขนาดใหญ่อาจจะเลี้ยงปลาช่อนให้ช่วยกินตัวอ่อนของหอยก็ได้

 

ขอบคุณข้อมูล  :  http://www.the-than.com/FLower/F18.html

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s